วันเสาร์ที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

วันเสาร์ 20/12/2008 เรื่องลับที่มิอาจซ่อนเร้น...
เอเสเคียล 8:1-18

1 เมื่อวันที่ห้า เดือนที่หก ในปีที่หก ขณะที่ข้าพเจ้านั่งอยู่ในเรือนของข้าพเจ้า และพวกผู้ใหญ่ของพวกยูดาห์นั่งอยู่หน้าข้าพเจ้า พระหัตถ์ของพระเจ้าลงมาบนข้าพเจ้าณที่นั้น
2 แล้วข้าพเจ้าก็มองดู และนี่แน่ะ มีสัณฐานดังชายคนหนึ่ง เบื้องล่างของส่วนที่มองเห็นเป็นเอวนั้นเป็นไฟ เหนือเอวขึ้นไปเหมือนความสุกปลั่งประหนึ่งทองสัมฤทธิ์ที่แวบวาบ
3 ท่านยื่นส่วนที่มีสัณฐานเป็นมือนั้นออกมาจับผมของข้าพเจ้าปอยหนึ่ง และพระวิญญาณได้ยกข้าพเจ้าขึ้นระหว่างพิภพและสวรรค์ และนำข้าพเจ้ามาถึงเยรูซาเล็มในนิมิตของพระเจ้า มายังทางเข้าประตูด้านเหนือของลานชั้นใน ซึ่งเป็นที่ตั้งรูปของความหวงแหน ซึ่งกระทำให้บังเกิดความหวงแหน
4 ดูเถิด พระสิริของพระเจ้าของอิสราเอลก็อยู่ที่นั่น เหมือนอย่างนิมิตที่ข้าพเจ้าได้เห็นในที่ราบ
5 แล้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า "บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย บัดนี้จงเงยหน้าขึ้นไปดูทางทิศเหนือ" ข้าพเจ้าจึงเงยหน้าขึ้นมองไปดูทางทิศเหนือ และดูเถิด ทางทิศเหนือของประตูแท่นบูชาในทางเข้า รูปความหวงแหนนี้อยู่ที่นั่น
6 และพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า "บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย เจ้าเห็นหรือไม่ว่าเขาทำอะไรอยู่ คือการลามกอันยิ่งใหญ่ ซึ่งพงศ์พันธุ์อิสราเอลกระทำกันอยู่ที่นี่อันที่จะให้เราไปไกลจากสถานนมัสการของเรา แต่เจ้ายังจะได้เห็นการลามกยิ่งใหญ่กว่านี้อีก"
7 และพระองค์ทรงนำข้าพเจ้ามาถึงประตูลาน และเมื่อข้าพเจ้ามองดู ดูเถิด ก็เห็นช่องหนึ่งอยู่ในกำแพง
8 แล้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า "บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย จงเจาะเข้าไปในกำแพง" และเมื่อข้าพเจ้าได้เจาะเข้าไปในกำแพงแล้ว นี่แน่ะ มีประตูอยู่ประตูหนึ่ง
9 และพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า "เข้าไปซี ไปดูการลามกอย่างร้ายแรงซึ่งเขากระทำที่นี่"
10 ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเข้าไปและได้เห็น ดูเถิดเป็นภาพบนผนังโดยรอบ มีสัตว์เลื้อยคลานทุกชนิด และสัตว์ที่น่าเกลียดและรูปเคารพทั้งสิ้นของพงศ์พันธุ์อิสราเอล
11 และมีพวกผู้ใหญ่แห่งพงศ์พันธุ์อิสราเอลเจ็ดสิบคนยืนอยู่ข้างหน้ารูปเหล่านั้น และมียาอาซันยาห์บุตรชาฟานยืนอยู่ในหมู่พวกเขาทั้งหลาย ต่างก็มีกระถางไฟอยู่ในมือและควันหอมแห่งเครื่องบูชาก็ขึ้นไปข้างบน
12 แล้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า "บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย เจ้าได้เห็นแล้วมิใช่หรือว่าพวกผู้ใหญ่ของพงศ์พันธุ์ อิสราเอลกระทำอะไรอยู่ในที่มืดทุกคนต่างก็อยู่ในห้องรูปภาพของตนเพราะเขาทั้งหลายพูดว่า 'พระเจ้าไม่ทอดพระเนตรเห็นเรา พระเจ้าทรงทอดทิ้งแผ่นดินนี้เสียแล้ว'
13 พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าด้วยว่า "เจ้ายังจะเห็นการลามกซึ่งเขากระทำยิ่งกว่านี้อีก"
14 แล้วพระองค์ทรงนำข้าพเจ้ามาถึงทางเข้าประตูพระนิเวศของพระเจ้าด้านเหนือ และดูเถิด ที่นั่นมีผู้หญิงหลายคนนั่งร้องไห้อาลัยเจ้าพ่อทัมมุสแล้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า
15 "บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย เจ้าเห็นแล้วหรือ เจ้ายังจะเห็นการลามกยิ่งกว่าสิ่งเหล่านี้อีก"
16 แล้วพระองค์ทรงนำข้าพเจ้าเข้ามาในลานชั้นในแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ดูเถิด ตรงประตูพระวิหารของพระเจ้า ระหว่างมุขและแท่นบูชา มีชายประมาณยี่สิบห้าคนหันหลังให้พระวิหารแห่งพระเจ้า หน้าของเขาหันไปทางทิศตะวันออก กำลังนมัสการพระอาทิตย์ตรงทิศตะวันออกนั้น
17 แล้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า "บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย เจ้าเห็นแล้วหรือที่พงศ์พันธุ์ยูดาห์กระทำการลามกซึ่งเขากระทำอยู่ที่นี่ เป็นสิ่งเล็กน้อยหรือ เขาจึงกระทำให้แผ่นดินเต็มไปด้วยความทารุณและกระทำให้เรากริ้วยิ่งขึ้น นี่แน่ะ เขาทั้งหลายเอากิ่งไม้มาแตะจมูกของเขา
18 เพราะฉะนั้นเราจะกระทำด้วยความพิโรธ นัยน์ตาของเราจะไม่ปรานี และเราจะไม่สงสารแม้ว่าเขาจะร้องด้วยเสียงอันดังใส่หูของเรา เราจะไม่ฟังเขา"

๒ ความคิดเห็น:

citty_kat451 กล่าวว่า...

5 แล้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า "บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย บัดนี้จงเงยหน้าขึ้นไปดูทางทิศเหนือ" ข้าพเจ้าจึงเงยหน้าขึ้นมองไปดูทางทิศเหนือ และดูเถิด ทางทิศเหนือของประตูแท่นบูชาในทางเข้า รูปความหวงแหนนี้อยู่ที่นั่น

นอกจากความรักมั่นคงที่ทรงมีต่อเราแล้ว..อีกสิ่งหนึ่ง คือ ทรงหวงแหนเรา ห่วงแหนเราจากทุกสิ่งที่มิใช่น้ำพระทัยพระองค์ ที่สำคัญ คือ พระองค์ไม่เคยห่วงสิ่งดีอันใดไว้จากเราเลย...

6 และพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า "บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย เจ้าเห็นหรือไม่ว่าเขาทำอะไรอยู่ คือการลามกอันยิ่งใหญ่ ซึ่งพงศ์พันธุ์อิสราเอลกระทำกันอยู่ที่นี่อันที่จะให้เราไปไกลจากสถานนมัสการของเรา แต่เจ้ายังจะได้เห็นการลามกยิ่งใหญ่กว่านี้อีก"

เมื่อเรารู้ว่าพระเจ้าอยากให้เราทำอะไร...แต่...เราไม่ยอมทำ อย่างนั้นเขาเรียกว่า เราห่วงแหนการกระทำไว้จากพระเจ้าได้หรือไม่ ในเมื่อทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำนั้นก็เพื่อเราทั้งนั้น

8 แล้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า "บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย จงเจาะเข้าไปในกำแพง" และเมื่อข้าพเจ้าได้เจาะเข้าไปในกำแพงแล้ว นี่แน่ะ มีประตูอยู่ประตูหนึ่ง
9 และพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า "เข้าไปซี ไปดูการลามกอย่างร้ายแรงซึ่งเขากระทำที่นี่"
10 ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเข้าไปและได้เห็น ดูเถิดเป็นภาพบนผนังโดยรอบ มีสัตว์เลื้อยคลานทุกชนิด และสัตว์ที่น่าเกลียดและรูปเคารพทั้งสิ้นของพงศ์พันธุ์อิสราเอล

เมื่อเราบอกว่า...เราเปิดประตูใจต้อนรับพระองค์เข้ามาเป็นพระเจ้าของเราแล้วและเรียกพระองค์ว่า พระผู้เป็นเจ้าของชีวิต ยังมีส่วนใดในวิถีชีวิตของเราที่ยังไม่ได้มอบให้กับพระเจ้า(การเดิน การนั่ง การทำงาน การพูดจากับทั้งคนที่เชื่อและไม่เชื่อ การแสดงออกต่อทุกคนรอบข้าง)ท่าทีและทุกๆการกระทำในชีวิตของเรา ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนอยู่คนเดียวหรือมีคนอื่นอยู่ด้วย จะต้องไม่เฉียดใกล้เลยกับคำว่า ต่อหน้าทำอย่างหนึ่งลับหลังทำอีกอย่างหนึ่ง

รู้สึกว่าแรงเหมือนกันนะ...แต่ความจริงก็ต้องเป็นความจริง เพราะไม่อย่างนั้น เราก็เหมือนกับกำลังพยายามหลอกลวงพระเจ้าอยู่(ทั้งๆที่ไม่สามารถทำได้)

13 พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าด้วยว่า "เจ้ายังจะเห็นการลามกซึ่งเขากระทำยิ่งกว่านี้อีก"
14 แล้วพระองค์ทรงนำข้าพเจ้ามาถึงทางเข้าประตูพระนิเวศของพระเจ้าด้านเหนือ และดูเถิด ที่นั่นมีผู้หญิงหลายคนนั่งร้องไห้อาลัยเจ้าพ่อทัมมุส

เมื่อก่อนตอนที่เริ่มเชื่อพระเจ้า...มีบ้างบางครั้งที่ คิดถึงสิ่งเก่าๆที่เคยยึดถือและปฎิบัติสืบทอดกันมา มีบ้างที่ยังอาลัยหาวิถีชีวิตเก่าๆซึ่งเคยทำมาตลอดยี่สิบกว่าปี(เหมือนอิสราเอล ร่ำร้องอยากจะกลับไปแผ่นดินอียิปห์เลยอ่ะ)-_-!

15 "บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย เจ้าเห็นแล้วหรือ เจ้ายังจะเห็นการลามกยิ่งกว่าสิ่งเหล่านี้อีก"
16 แล้วพระองค์ทรงนำข้าพเจ้าเข้ามาในลานชั้นในแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ดูเถิด ตรงประตูพระวิหารของพระเจ้า ระหว่างมุขและแท่นบูชา มีชายประมาณยี่สิบห้าคนหันหลังให้พระวิหารแห่งพระเจ้า หน้าของเขาหันไปทางทิศตะวันออก กำลังนมัสการพระอาทิตย์ตรงทิศตะวันออกนั้น

สมควรแล้วหรือที่มนุษย์จะกราบไหว้สิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง...แทนที่จะกราบไหว้พระผู้ทรงสร้างสารพัดสิ่งเหล่านั้น( หันหลังให้พระวิหารแห่งพระเจ้า หน้าของเขาหันไปทางทิศตะวันออก กำลังนมัสการพระอาทิตย์ตรงทิศตะวันออกนั้น)อย่าให้เราลำดับความสำคัญของการเห็นคุณค่าผิดไป เพราะไม่อย่างนั้นแม้เราจะเห็นคุณค่าของทุกสิ่งทุกอย่างแต่ก็ไม่ได้เป็นที่พอพระทัยพระเจ้าเลย....

17 แล้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า "บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย เจ้าเห็นแล้วหรือที่พงศ์พันธุ์ยูดาห์กระทำการลามกซึ่งเขากระทำอยู่ที่นี่ เป็นสิ่งเล็กน้อยหรือ เขาจึงกระทำให้แผ่นดินเต็มไปด้วยความทารุณและกระทำให้เรากริ้วยิ่งขึ้น นี่แน่ะ เขาทั้งหลายเอากิ่งไม้มาแตะจมูกของเขา
18 เพราะฉะนั้นเราจะกระทำด้วยความพิโรธ นัยน์ตาของเราจะไม่ปรานี และเราจะไม่สงสารแม้ว่าเขาจะร้องด้วยเสียงอันดังใส่หูของเรา เราจะไม่ฟังเขา"

(เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ใครใครก็ทำอย่างนี้เพราะมันเป็นเรื่องธรรมชาติ หรือ ก็ธรรมชาติเป็นอย่างนี้จะให้เปลี่ยนแปลงได้ยังไง)ถ้าเราเชื่อว่าพระเจ้าทรงควบคุมทุกอย่างไว้...และถ้าเราเชื่อว่า กฎทุกอย่างพระเจ้าเป็นผู้กำหนดและทรงกำหนดไว้เพื่อเรา

เราจะไม่อยู่ภายใต้กฎของธรรมชาติ.....

เขาทั้งหลายเอากิ่งไม้มาแตะจมูกของเขา
เพราะฉะนั้นเราจะกระทำด้วยความพิโรธ นัยน์ตาของเราจะไม่ปรานี และเราจะไม่สงสารแม้ว่าเขาจะร้องด้วยเสียงอันดังใส่หูของเรา เราจะไม่ฟังเขา"

พระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายของพระองค์....ทรงระบายลมปราณใส่เพื่อให้ชีวิต...ทรงประทานพระบุตรเพื่อเป็นค่าไถ่ และเพราะความเชื่อ+พระคุณ จึงทำให้เราได้รับความรอดเพื่อมีชีวิตนิรันดร์

ถ้าเรารู้อย่างนี้แล้วยังไม่เพียงพอที่เราจะดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยของพระองค์...ก็สมควรไหมที่พระองค์จะไม่ทรงฟังคำอ้อนวอน และ เบื้อนพระพักตร์จากเราไป

พระเยซูทรงตอบเขาว่า จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้า...ด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า และ ด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า นั้นแหละเป็นพระบัญญัติข้อใหญ่และข้อต้น

ข้อที่สองก็เหมือนกัน คือ จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง ธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะทั้งสิ้น ก็ขึ้นอยู่กับพระบัญญัติสองข้อนี้....

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

เอเมน

จะมีใคร รักและอดทนกับเราเท่าพระเจ้าได้อีก
พระองค์ไม่สมควรได้รับการตอบแทนแบบนี้เลย ความรักของพระองค์น่าจะทำให้เราละอายใจแก่บาปและหันหลังเสียจากความบาปและดำเนินชีวิตอยู่ในความชอบธรรม
มนุษย์เราช่างเต็มไปด้วยความบาป น่าสะอิดสะเอียนนัก
ถ้าเราไม่ได้พระคุณความรักของพระเจ้า ถ้าพระองค์ไม่ทรงทอดพระเนตรดูเรา ถ้าพระองค์ไม่เมตตาสงสารและอดกลั้นพระทัยกับความบาปของเรา เราจะเป็นเช่นใด
เราคงจะพินาศเสียสิ้นแล้ว

แต่ด้วยพระคุณความรักของพระเจ้าและทรงอดกลั้นพระทัย ทรงหวังใจในชีวิตเราและเชื่อในส่วนดีของเราซึ่งพระองค์ทรงสร้างขึ้นมาตามพระฉายของพระองค์

พระองค์ทรงชี้ให้เห็นตัวอย่างของความบาปและผลของความบาปที่ไม่กลับใจ มากมาย จนเราน่าจะกลัวจนตัวสั่นและขอให้โทษทัณฑ์เหล่านั้นห่างไปจากชีวิตเรา

อย่างนี้แล้วเราควรจะทำอย่างไร

ยิ่งเราเห็นการทรยศของคนที่พระเจ้าสร้างเรายิ่งสงสารพระเจ้าและเห็นใจพระองค์ เรายังเจ็บร้อนเลย แล้วใจของพระองค์ล่ะจะเป็นเช่นไร เรายังแทบทนไม่ได้แล้วพระองค์จะเป็นเช่นไร จะทรงช้ำใจ ระทมใจแค่ไหน

สาธุการแด่พระเจ้า
ขอให้ใจของเราเป็นใจที่รักและยำเกรงพระองค์สุดใจ
รัก ภักดีต่อพระองค์และไม่ทรยศต่อความรักของพระองค์ ไวต่อการตักเตือนและสำนึกในพระคุณหวังใจที่จะตอบแทนพระคุณของพระเจ้าเสมอชั่วชีวิตของเราจะเป็นของพระองค์ ไม่เอาคววามคิดของตนเองเป็นใหญ่ ไม่เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง แต่จะยอมเชื่อฟังและทำตามน้ำพระทัยด้วยความรักและภักดี

ขอพระเจ้าทรงโปรดชำระใจของเราเสมอ
ไม่ให้เมล็ดพันธุ์ของความบาปงอกขึ้นมาในใจของเรา

ถ่อมใจ ยำเกรง พระเจ้าเสมอ

แสดงความคิดเห็น